21 - 24 มิถุนายน 2566

ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ อีวียังไม่สะดุด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังไปต่อได้ แต่ไทยต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2565 ยังสามารถเติบโตได้ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์
  • ในปี 2564  มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมของประเทศไทยเติบโต 16.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
  • สัญญาณบวก คือ มีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่เพิ่มสูงขึ้นจากรูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากการระบาดของโควิด-19
  • ไทยต้องเร่งเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ให้ครบครันตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ

จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ชี้ว่า เมื่อปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมของประเทศไทยเติบโต 16.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และขณะนี้แม้ทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2565 ยังสามารถเติบโตได้ ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันอย่างจริงจังนั้นยังคงเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ติดหล่ม

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีสัญญาณบวก คือ ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ที่ผู้คนต้องปรับตัวจากการระบาดของโควิด-19  ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเติบโตขึ้นมาก

โดยในบรรดาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด พบว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 9.3 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ เช่น  เซมิคอนดักเตอร์ และแผงวงจรพิมพ์ที่เข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตในโรงงาน 4.0 อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม แม้แรงหนุนนี้ยังคงส่งผลดีต่อเนื่องมายังปี 2565 แต่การเติบโตในปีนี้ก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง จากภาวะขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลกที่ยืดเยื้อจากปีก่อนหน้าสาเหตุมาจากความต้องการใช้แบตเตอรี่เพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งจากการที่ลิเธียมซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานนี้ขาดแคลน ทำให้การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด กอปรกับความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน ก็ทำให้เหมืองลิเธียมบางแห่งในยูเครนต้องหยุดการผลิตแบบไม่มีกำหนด อีกทั้งการที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้ราคาพลังงานและแร่ธาตุต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้น

มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมจากความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวันที่คุกรุ่นขึ้น หลังการมาเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาฯ สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าขั้นปลายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่มีห่วงโซ่อุปทานค่อนข้างยาวและซับซ้อนประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การออกแบบ การผลิตแผ่นเวเฟอร์  การประกอบและการทดสอบ และการนำไปประกอบในสินค้าขั้นปลาย โดยผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีความละเอียดซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูง โดยมีผู้เล่นหลัก เช่น Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC), United Microelectronics Corporation (UMC) และ Semiconductor Manufacturing International Corporation (SMIC) เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยที่ไม่ใช่ทั้งแหล่งวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และไม่ใช่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก จึงถือเป็นความท้าทายสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะต้องนำเข้าวัตถุดิบสำคัญต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นลิเธียม หรือนิกเกิล ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้อย่างอินโดนีเซียที่มีนิกเกิลอุดมสมบูรณ์ กระทั่งดึงดูดให้เทสลาไปตั้งโรงงานผลิตที่นั่นได้

จากการที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตขั้วตั้งต้น ผลิตส่วนประกอบ และประกอบชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานกลางน้ำ ทำให้เห็นชัดเจนว่าสำหรับอุตสาหกรรมนี้ ไทยยังขาดต้นน้ำและปลายน้ำ โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบ พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของแรงงาน ตลอดจนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและนอกอุตสาหกรรม เพื่อร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

สำหรับทางออกในการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน คือ ผู้ประกอบการแบตเตอรี่จะต้องขยายธุรกิจเข้าไปในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “การจัดหาวัตถุดิบ” (Backward Integration) โดยเข้าร่วมลงทุนหรือเป็นพันธมิตรกับบริษัทผลิตแร่สำคัญดังกล่าว หรือทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้วแคโทด/ขั้วแอโนด/สารละลายอิเล็กโทรไลต์ เพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น รวมถึงลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ที่จะมีความต้องการสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

อย่างที่ทราบกันดีว่าเซมิคอนดักเตอร์ คือ ส่วนประกอบที่มีความสำคัญมากของแทบทุกเทคโนโลยีที่มีบนโลกในขณะนี้และต่อไปในอนาคต  เนื่องจากถูกใช้นำมาทำ "ชิปเซ็ต" และ "วงจรรวม" ต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือน "มันสมอง" และ "ระบบประสาท" ของเครื่องจักรกล รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทการ์ด ฯลฯ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตรุดหน้าได้ในปัจจุบันก็มาจาก "เทคโนโลยี" เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ เซมิคอนดักเตอร์จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศ  การที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้แข็งแกร่งได้ จึงย่อมจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทุกชนิดในประเทศ นั่นหมายความว่าไทยจะได้สร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นของตัวเองได้  ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจบ้านเรา และปลายทางอาจพลิกสถานะของประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงกลายเป็นประเทศรายได้ระดับสูงได้ในอนาคต