21 - 24 มิถุนายน 2566

จับตาเทรนด์อุปกรณ์สมาร์ทโฮมเติบโตทั่วโลก ด้วยการเชื่อมต่อแบบบูรณาการ ชาญฉลาดมากขึ้น แต่ราคาถูกลง

• อุปกรณ์อัจฉิยะที่ใช้งานภายในบ้านกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากวิถีชีวิต New Normal หลังโควิด-19 ที่ผู้บริโภคต้องการสัมผัสอุปกรณ์ต่าง ๆ 

• ผลผลกระทบจากราคาพลังงานที่ถีบตัวสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวเข้าสู่ความยั่งยืน ซึ่งอุปกรณ์สมาร์ทโฮมต่าง ๆ มักจะถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดพลังงานอยู่แล้ว จึงตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี

• การเชื่อมต่อแบบบูรณาการ จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้ง่ายกว่าเคย  ในขณะที่ใช้จ่ายเพื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้น้อยลง 

 

นับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ขึ้นทั่วโลก กอปรกับความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่มีพันธมิตรตะวันตกร่วมกันคว่ำบาตรัสเซีย จนส่งผลให้เกิดปัญหาพลังงานเชื้อเพลิงขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันยอดขายอุปกรณ์สมาร์ทโฮมก็เพิ่มขึ้นทั่วโลกเช่นกัน เพื่อเป็นโซลูชันในการลดการใช้พลังงาน ปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยจากทั้งการโจรกรรมและโรคภัยไข้เจ็บ เช่น  เซ็นเซอร์ความชื้นเพื่อช่วยในการตรวจสอบคุณภาพอากาศและอุปกรณ์ไร้สัมผัสต่าง ๆ รวมถึงทำให้งานบ้านสำเร็จลุล่วงได้ด้วยระบบอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่ามูลค่าตลาดบ้านอัจฉริยะทั่วโลกจะสูงถึง 313.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570

 

บ้านอัจฉริยะหรือระบบอัตโนมัติในบ้านเป็นคำศัพท์ที่ใช้สำหรับโซลูชันการตรวจสอบที่หลากหลาย การควบคุม และการทำงานอัตโนมัติในบ้าน โดยระบบบ้านอัจฉริยะจำเป็นต้องมีเว็บพอร์ทัลหรือ แอปสมาร์ทโฟนเพื่อโต้ตอบกับระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถควบคุมได้โดยอัตโนมัติผ่านไวไฟทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ ได้แค่ปลายนิ้ว เช่น การเข้าใช้ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน การปรับอุณหภูมิ แสงสว่าง และโฮมเธียเตอร์ เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้อยู่อาศัยลดความซับซ้อนของการใช้ชีวิตประจำวัน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้านได้อย่างสะดวก ราบรื่น และรวดเร็ว ทำให้มีเวลาพักผ่อนหรือทำงานอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น 

 

ตามรายงานของสำนักงานวิจัยและพัฒนาพลังงานแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYSERDA) ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าประโยชน์มหาศาลจากการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบการจัดการแบบเรียลไทม์นั้นมีมากมายทั้งกับเจ้าของบ้านและผู้เช่า เช่น อุปกรณ์สมาร์ทโฮมสามารถลดต้นทุนได้โดยเฉลี่ย 15% และปรับปรุงผลกำไรด้วยการสร้างระบบนิเวศที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ทั้งยังทำให้ผู้เช่ามักจะยินดีจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้นเพื่ออาศัยอยู่ในบ้านอัจฉริยะ ขณะเดียวกันเทรนด์นี้ยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอาคารสำนักงานต่าง ๆ ที่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของภาครัฐและเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนด้วย  

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตลาดบ้านอัจฉริยะยังคงเติบโต ก็มีคำถามที่ชวนหาคำตอบว่า แล้วอุปกรณ์และระบบแบบใดที่จะฉายแสงอย่างโดดเด่นในตลาดนี้ และเป็นเพราะเหตุใด 

 

ข้อมูลสำรวจจาก Storm4 บริษัทจัดหางานด้าน GreenTech ที่เชื่อมโยงองค์กรนวัตกรรมกับบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถระดับสูง ระบุถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมบ้านอัจฉริยะในปี 2022 ว่า อเมริกาเหนือมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด โดยคาดว่าเกือบ 30 ล้านครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มการใช้งานเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งรวมถึงกล้องวงจรปิดอัจฉริยะและกริ่งประตูบ้านแบบวิดีโอพร้อมกล้องอัจฉริยะ หลอดไฟอัจฉริยะ สมาร์ทล็อก และลำโพงอัจฉริยะ

 

สำหรับเทรนด์ของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมจะก้าวไปสู่อีกระดับ จากการที่ผู้ผลิตผสานทั้งความต้องการที่มีอยู่แต่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มของผู้บริโภคเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะต่าง ๆ  โดยมี "การเชื่อมต่อ" แบบบูรณาการเป็นกุญแจสำคัญ ตัวอย่างเช่น ตู้เย็นอัจฉริยะสามารถตรวจจับได้ทันทีเมื่อมีนมหรือไข่เหลือน้อย และทำการเพิ่มไปยังรายการชอปปิงที่จัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ผู้ช่วยเสมือนที่สั่งงานด้วยเสียง (Virtual Assistant) เพื่อทำหน้าที่สั่งซื้อสินค้าที่กำลังจะหมดให้ทันที หรืออุปกรณ์ครัวอัจฉริยะจะแนะนำผู้ใช้งานที่ไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เกี่ยวกับการทำอาหาร ด้วยสูตรอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงขั้นตอนการทำต่าง ๆ ในการรังสรรค์เมนูอาหารต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ให้รสชาติที่อร่อยไม่ต่างจากเชฟฝีมือดี 

 

นอกจากนี้  ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็คาดการณ์ว่าอุปกรณ์ AI และ IoT จะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นในทุก ๆ ห้องของบ้านและมาพร้อมกับราคาที่จับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ  ไม่ว่าจะเป็นในห้องครัว ที่นอกจากตู้เย็นจะชาญฉลาดแล้ว เตาอบ ไมโครเวฟ และอุปกรณ์ในครัวอื่น ๆ ก็จะทำงานเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น เช่น ก๊อกน้ำอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดโดยการกดเบา ๆ ที่ด้านบนของก๊อกน้ำและจะปิดน้ำโดยอัตโนมัติหลังจากผ่านไป 6 วินาที และเมื่อกดที่ด้านบนของก๊อกน้ำเป็นเวลา 1 วินาที  จะทำให้น้ำไหลไม่เกิน 1 นาที เป็นต้น ขณะที่ในห้องนอนก็จะถูกใช้เพื่อการติดตามการนอนหลับที่แม่นยำ เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น 

 

ขณะที่การพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านอัจฉริยะก็จะก้าวข้ามมาตรฐานระบบเตือนภัยภายในบ้านที่เราคุ้นเคยกันไปถึงขั้นสามารถตรวจจับเสียงกระจกแตก และแม้แต่เฝ้าระวังไฟไหม้ได้ เป็นต้น 

 

ด้วยนวัตกรรมที่มากขึ้น

และมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับบ้านอัจฉริยะที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคและใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและทำให้ชีวิตของคนเราสะดวก ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ  ที่สำคัญยังส่งผลดีต่อโลกของเราที่จะถูกทำร้ายน้อยลงด้วย